อลังการ.คอม เว็บ สุดยอดพระเครื่อง พระบูชา พระยอดนิยม พระเบ็ญจภาคี พระเกจิ พระแท้
 

- อลังการพระเนื้อชิน
- พระสมเด็จพิมพ์ต่างๆ ที่พบในกรุวัดขุนอินทประมูล
- ตำหนิพิมพ์ พระหูยาน กรุวัดพระศรีฯ ลพบุรี
- ตำหนิพิมพ์พระพิมพ์ปรกโพธิ์ กรุวัดขุนอินทประมูล
- ตำหนิพิมพ์พระชินสีห์วัดหอกลอง
- พุทธศิลป์ของพระกรุวัดขุนอินทประมูล
- ตำนานพระกรุวัดหอกลอง

 
 

    - พระเบญจภาคี
    - พระกรุ
    - พระเหรียญ
    - พระเกจิ
    - พระปิดตา
    - พระเนื้อดิน
    - พระเนื้อผง
    - พระบูชา
    - เครื่องราง
    - พระทั่วไป

 
 

พระสมเด็จวัดระฆัง
พระกำแพงซุ้มกอ
พระนางพญา กรุวัดนางพญา
พระรอด มหาวัน
พระผงสุพรรณ
พระยอดขุนพลเบญจฯ เนื้อชิน
พระสมเด็จบางขุนพรหม
พระสมเด็จวัดไชโย จ.อ่างทอง
พระสมเด็จวัดขุนอินทประมูล จ.อ่างทอง
พระสมเด็จปิลันทร์ วัดระฆัง
พระวัดเงินคลองเตย
พระวัดท้ายตลาด
พระวัดพลับ
พระเนื้อดินทั่วไป
พระเนื้อชินเงิน
พระเนื้อชินสนิมแดง
พระเนื้อสำริด
พระเนื้อผงทั่วไป
พระขุนแผน ทุกกรุ ทุกวัด
พระศิลปะทวารวดี
พระศิลปะเชียงแสน
พระศิลปะสุโขทัย
พระศิลปะหริภุญไชย-ล้านนา
พระศิลปะลพบุรี
พระศิลปะอู่ทอง/อยุธยา
พระศิลปะรัตนโกสินทร์
พระเกจิสายภาคเหนือ
พระเกจิสายอีสาน
พระเกจิสายภาคกลาง
พระเกจิสายใต้

... มีต่อครับ ..>>

 
พระเครื่องทั้งหมด : 2559
 
อลังการพระเนื้อชิน

อลังการพระเนื้อชิน

บทนำ

                หากพูดถึง พระกรุ พระเก่า เราก็จะแบ่งเป็นหลักใหญ่ๆ ตามวัสดุที่นำมาจัดสร้าง  อันได้แก่ พระเนื้อดิน  /  พระเนื้อชิน  /  พระเนื้อผง /  พระเนื้อว่าน / พระเนื้อโลหะจำพวกสำริด   ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว  พระเนื้อชินมักจะเป็นพระที่มีการสร้างไว้เป็นจำนวนมาก  คงเพราะพระเนื้อชินมีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมได้ยาวนานกว่าพระเนื้อแบบอื่นๆ  และนิยมสร้างกันมาหลายยุคหลายสมัย โดยคาดว่ามีมาตั้งแต่ยุคทวารวดี กว่า 1000ปีมาแล้ว   หากมองลงไปในแง่ของพุทธศิลป์ พระเนื้อชินจัดได้ว่าเป็นพระที่น่าสะสมมาก   แต่ในปัจจุบันความนิยมการให้ความสนใจในการเล่นหากลับเริ่มลดน้อยถอยลง  เนื่องจากสาเหตุหลักคือ  ทุกคนบอกว่าเล่นยาก เล่นไม่เป็น ดูยาก เก๊เฉียบ  เอาชินเก่ามาปั๊มใหม่  เอาชินเก่ามาหล่อใหม่ ฯลฯ  ล้วนแล้วแต่ปัจจัยที่บั่นทอนการศึกษา ไฝรู้ของผู้ที่เริ่มจะสะสมทั้งสิ้น  จนทำให้นักสะสมหน้าใหม่ๆ กลัวกันไปหมด 

ฉะนั้นผู้เขียนจึงมองว่าจะเป็นการดี หากได้จุดประกาย  องค์ความรู้ให้แก่ ผู้ที่ต้องศึกษาและอยากจะสะสมพระเนื้อชินแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร การเรียนรู้ไม่มีคำว่าสายเกินไปครับ  โดยจุดประสงค์การเผยแพร่การดูพระเนื้อชินนี้  เพื่อที่จะได้ให้รู้อย่างถึงแก่นแท้ของการดูพระเนื้อชิน  แยกให้ออก  ฟันธงให้ได้โดยไม่งอใครพระขึ้นกรุใหม่ๆ ก็รู้แจ้งได้ ไม่ต้องรอผ่านการใช้ให้ช้ำ ให้เก่าแต่อย่างใด  เจอที่ปากหลุมก็ฟันธงได้ทันทีว่าแท้หรือเก๊    หากทุกๆคนดูเป็นรับรองว่าเราๆ ท่านๆ จะมีความสุขในการเล่นหา สะสมพระเก่า ศิลปะเก่า  ความคลาสสิกของช่างรุ่นก่อนๆ ที่ต้องบอกต่อ   เมื่ออ่านบทความนี้ประกอบกับการทบทวน บ่อยๆ  ย่อมนำมาซึ่งความเข้าใจได้อย่างแน่นอน  โดยทางผู้เขียนจะใช้คำพื้นๆ  เพื่อให้ง่ายแก่การเข้าใจให้มากที่สุด 

                ปัญญาที่พบในปัจจุบัน  แม้จะเป็นผู้ที่คร่ำหวอดมากับการเล่นหาพระเครื่องอยู่นาน  พอพูดกันถึงการเล่นหาหรือสะสมพระเนื้อชิน ต่างส่ายหัวกันหมด  สาเหตุส่วนใหญ่จะบอกว่า ดูไม่เป็น / เล่นยากมาก   ผมอยากจะบอกว่า วิธีการดูพระเนื้อชินมีวิธีดูง่ายๆ แต่เซียนส่วนใหญ่มักไม่เปิดเผย และมักเล่านิยายต่างๆนานา ทำให้ศาสตร์นี้มันดูเหมือนเป็นสิ่งเร้นลับ ศึกษายาก   แต่ผมอยากจะบอกว่าความรู้พระเนื้อชินมีนิดเดียว  (เหมือนเส้นผมบังภูเขา)  จริงๆ  ฉะนั้นเมื่อมีอยู่นิดเดียวนี้เซียนรุ่นเก่าๆ  จึงไม่อยากเปิดเผยกัน  หรือ หากอยากจะเปิดเผย แต่ก็สอนหรือสื่อให้เข้าใจไม่เป็นอีก  นานๆเข้า  ก็เข้าขั้นสูญพันธุ์กันไปหมด  คนที่เข้ามาศึกษารุ่นหลังๆ  ก็เริ่มที่จะดูไม่เป็นกัน   หาผู้ชี้แนะหรือ แนะนำการดูไม่ได้ หาของจริงมาดูก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่

ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอยากจะให้องค์ความรู้นี้  ก่อให้เกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อนักสะสมพระเครื่อง  อย่างแท้จริง  การเล่นหาสะสมพระเนื้อชิน จะยังคงอยู่สืบไปตราบนานเท่านาน...

              

การดูพระเนื้อชิน

การดูพระเนื้อชินต้อง  ดูเนื้อ  และดูธรรมชาติ  เป็นหลักเพื่อการพิสูจน์ว่าพระองค์นั้น แท้  หรือ  เก๊  แค่นั้นจบครับ แต่หากจะไปต่อ  ก็คือ  ไปดู...

                พิมพ์ทรง  เราดูพิมพ์ทรง  เพื่อที่จะแยกแยะว่าพระที่เราได้มานั้น น่าจะมาจากการสร้างพระในยุคใดสมัยใด  / น่าจะมาจากกรุไหน  นิยม ไม่นิยม(แพงหรือไม่แพง) / พิมพ์ทรงยังใช้ในการตั้งชื่อพระพิมพ์ต่างๆ    แต่เมื่อพวกเรามักเอาพิมพ์ทรง(หรือแม้แต่ตำหนิพิมพ์) นำหน้าการดูพระเครื่องทั้งหลาย(โดยเฉพาะพระกรุ)  ขึ้นมาเป็นปัจจัยแรกในการพิจารณาความแท้ของพระกรุนั้นๆ  ก็คงเป็นอันเรียบร้อยทุกองค์ไป ...  

                 

พระเนื้อชินแบ่งได้เป็น 3 ประเภท

  1. ชินเงิน
  2. ชินตะกั่วสนิมแดง
  3. ชินเขียว

 

การแยกว่าเป็นเนื้อชินประเภทไหน ให้เราดูจาก ลักษณะทั่วๆไปดังนี้ 

                เนื้อชินเงิน 

  1. ดูสีของเนื้อพระก่อน:   สีดำ  /  สีเทาซีด /  เนื้อเทาปนดำ / เนื้อดำ ปน ไข
  2. ดูความหนา / บาง :  ชินเงินส่วนใหญ่จะบาง
  3. ดูน้ำหนัก :  จะเบา
  4. ดูไข  :  จะขึ้นตามผิวพระน้อย  เป็นเม็ดแบบไขผด เป็นเม็ดเสียส่วนใหญ่  เป็นกลุ่มก้อน ไม่กินวงกว้าง

                เนื้อตะกั่วสนิมแดง  

  1. ดูสีของเนื้อพระก่อน : คำว่าสนิมแดง ก็สมชื่อตามประเภทของพระครับ   คือ  สีแดง / แดงอมม่วง / ม่วงเปลือกมังคุด / ม่วงสลับแดง / แดงอมส้ม อมชมพู / แดงปนไขขาว / ม่วงปนไข  / ไขน้ำตาลคลุมทั้งองค์
  2. ดูความหนา / บาง  : พระส่วนใหญ่จะมีความหนา
  3. ดูน้ำหนัก :   พระแก่ตะกั่วจะมีน้ำหนักมาก
  4. ดูไข   จะขึ้นปรกคลุม กินบริเวณกว้าง เป็นปื้นเป็นแถบ  หรือคลุมทั้งองค์

 

                สิ่งที่ต้องรู้กันก่อน  พระเนื้อชิน  เป็นพระหล่อทั้งหมด (ไม่มีการปั๊มนะครับ หากพบว่าเป็นงานปั๊มนี่  เก๊ทันทีไม่ต้องดูต่อ)  ฉะนั้นถ้าสามารถแยกแยะออกได้ว่าระหว่าง พระผิวหล่อ กับพระผิวปั๊ม แตกต่างกันอย่างไร  ก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ

***  ผิวของพระหล่อ  ให้เราสังเกต

  1. พื้นผิวพระหล่อจะต้อง  ไม่เรียบ  ไม่แน่น  ไม่ตึง
  2. ผิวพระหล่อ จะต้องเกาะตัวกันแบบหลวมๆ  คล้ายเม็ดทรายละเอียด(แต่เล็กใหญ่ไม่เสมอกัน)ซึ่งผิวแบบนี้มักปรากฏในพระเนื้อชินเงินซึ่งดูง่ายมาก  / มีโลหะอื่นๆ ปะปนมากกว่า 1ชนิด เมื่อส่องด้วยแว่น ขยาย  งานพระหล่อดูตัวนี้ประกอบเสริมเข้าไปด้วยคือ
  3. ร่องรอยตัดแต่ง   พระที่เกิดจากงานหล่อมักปรากฏรอยก้านเดือย เพื่อใช้ในการหนีบองค์พระออกจากแม่พิมพ์พระเมื่อโลหะเซ     ทตัว    แล้ว อาจหนีบออกจากเป้าแม่พิมพ์แล้วจุ่มลงน้ำเย็น แล้วจึงตัดก้านออก  เป็นอันเสร็จ 1องค์  ซึ่งเราสามารถเห็นที่บริเวณใต้ฐานขององค์พระมักปรากฏรอยตัดแต่งเสมอ  เช่นในพระร่วงรางปืน  พระชินราชบางกรุ  พระยอดธง ฯลฯ
  4. เมื่อหักหรือตัดเสร็จ ก็ต้องตกแต่งชิ้นงาน บางงานก็ไม่มีการตกแต่งแต่อย่างใด  ส่วนงานที่ตกแต่งให้เกิดความเรียบร้อย  เราสามารถสังเกตได้จากรอยฝนด้วย หิน หรือ ตะไบด้านข้าง /  ด้านหลัง หรือใต้ฐานองค์พระ  (อันนี้เอาไปประยุกต์ใช้กับพระเกจิแบบหล่อโบราณได้ครับ)
  5. สิ่งต้องดูต่อ ว่าหล่อ หรือ ปั๊มตัดกระแทรกในตัว(กรณีพวกชอบทำเก๊ โดยทำออกมาทีละเยอะๆ)  ให้เราดูขอบข้างขององค์พระ  การหล่อพระโบราณ  หากมีส่วนเกินที่เหลือจากการเทหล่อ(บริเวณขอบข้างองค์พระ) จะใช้ของมีคมคล้ายสิ่ว ตัดแบบตอกกระแทรกลงในแนวดิ่ง เพื่อทำการตัดเนื้อเกินส่วนที่เกินจากการหล่อจนได้องค์พระที่สวยงาม  ตามลักษณะงานช่าง
  6. การดูรอยขอบตัด   เป็นตัดโดยฝีมือมนุษย์ ตอกในแนวดิ่งและแนวเฉียง ควรมีให้องค์เดียวก็จะทำให้ดูง่าย  สังเกตเส้น จะวิ่งลงในแนวดิ่ง (อาจมีเฉียงบ้างเป็นเรื่องปกติเพราะตัดด้วยมือมนุษย์มิได้ใช่เครื่องจักร) ฉะนั้นจุดพิจารณาคือ ดูหน้าตัดรอยตัดนั้น ๆ  ประกอบ
  7. องศา รอยตัด  มีทั้งแบบตั้งฉาก และเฉียงเข้าใน(กรณีตัดแบบทแยงเข้าไป)เราจะเห็นมิติของความหนาขององค์พระได้เป็นอย่างดี  การตัดขอบมักพบในพระที่มีขนาดกลาง  ส่วนขนาดเล็กพบน้อยเพราะพื้นที่หน้าพิมพ์พระมีขนาดเล็ก การตัดเข้ามุมต่างๆเป็นเรื่องยาก และพระมักมีความหนาในตัวองค์พระพอสมควร
  8. ขอบพระมีทั้งแบบไม่มีรอยตัดสิ่วก็ได้  หากองค์นั้นเทหล่อได้พอดีกับเบ้าขอบของแม่พิมพ์  เข้าลักษณะแบบนี้จะดูยากหน่อย เพราะขอบจะค่อนข้าง  คมและบาง  จึงต้องอาศัย การดูผิวพรรณขององค์ประกอบ

เรื่องความคมขอบองค์พระ   ผมบอกได้เลยว่าอันนี้เป็นส่วนประกอบในการพิจารณาเท่านั้น (ตัวเสริมให้พระนั้นดูง่ายขึ้น) ใช้เป็นกฎเหล็กดูแต่ขอบแล้ว ฟันธง แท้-เก๊  เลยไม่ได้  คือผมให้มุมมองแบบนี้ครับ  พระขึ้นกรุใหม่ หากไม่ผ่านการใช้หรือบูชามาก่อน  ประกอบกับเทได้ดี  ไม่มีเนื้อเกิน แล้วเราไปใช้หลักแบบนี้  เราอาจเสียพระสวยๆ สมบูรณ์ๆ ไปเลยก็ได้ 

ในการตัดสิ่ว  บางครั้ง ช่างศิลป์ ยังต้องการความหลากหลายของชิ้นงาน / การสร้างสรรค์ของงาน  หรือต้องการลดความสูญเสียของชิ้นงานที่เทหล่อออกมา  ก็จะมีการตัดส่วนที่เสียหายจาการหล่อ  และคงเหลือชิ้นงานที่สมบูรณ์ไว้ บางชิ้นงานไว้เช่นกัน  เช่น

                พระหูยาน ฐาน 2ชั้น  เหลือเพียงฐานชั้นเดียว 

PIC1 :พระหูยานฐานบัว 2  ชั้นเนื้อชินเงินแบบเต็มองค์

PIC2 :พระหูยานเนื้อชินเงิน แบบฐานชั้นเดียว  

พระนาคปรก  ตัดเหลือเพียงพระร่วงนั่ง  อย่างเดียว  อย่างนี้ก็มี 

PIC3: พระนาคปรก เนื้อตะกั่วสนิมแดง แบบเต็มองค์

PIC4 :พระร่วงนั่ง เนื้อตะกั่วสนิมแดง แบบตัดชิดองค์ ขึ้นกรุคนละที่กัน

พระยอดขุนพล ตัดเหลือเป็นพระเทริด อย่างเดียว  

PIC5 :พระยอดขุนพล เนื้อตะกั่วสนิมแดง ศิลปะลพบุรี เต็มองค์มีซุ้มเรือนแก้ว

PIC6 :พระร่วงนั่ง เนื้อตะกั่วสนิมแดง  ศิลปะลพบุรี ตัดชิดองค์พระ ซุ้มเรือนแก้วไม่มี จึงเป็นที่มีของพระร่วงนั่ง หรือพระเทริดขนนก นั่นเอง

คราบและไข     อันเป็นธรรมชาติสำคัญของพระเนื้อชินเงินและชินตะกั่วผมแยกไว้ 5แบบแต่ในพระหนึ่งองค์สามารถมีไขได้หลายประเภทรวมกัน  ย่อมเกิดขึ้นได้ 

1.       ไขนวล จับเป็นฝ้านวลๆ  บางๆ  ดูนุ่มตาขึ้นกรุใหม่ๆ จะขาวนวลอมเหลืองเล็กน้อย  หากผ่านการบูชาสีก็จะออกเหลืองเข้มขึ้น มักเป็นไขที่เกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา  แต่ไขนี้พระเก๊ชอบทำกันมาก  อย่างไงให้พิจารณาอย่างอื่นประกอบด้วย

a.       ไขนวลที่พบในพระเนื้อชินเงิน

PIC7 :ไขนวลบางๆ ในพระเนื้อชิน ต้องแห้ง มีความหลากหลายของเฉดสีในบริเวณใกล้ๆกันอย่างเป็นธรรมชาติ

PIC8 :คราบไขที่จับอยู่ตามพื้นผิวขององค์พระ

PIC9 :คราบจับบางก็มี

PIC10 :ลูกศรสีเหลือง แสดงการระเบิดตามผิวพระแล้วไขขึ้นคลุมใหม่อีกครั้ง  ลูกศรสีแดง แสดงคราบไขที่เกาะบนผิวพระ

b.       ไขนวลที่พบในพระเนื้อชินตะกั่วสนิมแดง

PIC 11 :คราบไขบางๆ นวลๆ ในเนื้อตะกั่วสนิมแดง

PIC12 :คราบไข บาง / แห้ง / นวลตาเมื่อส่อง

 

2.ไขคลุมบางจับผิวแบบบางๆ  คล้ายแคลเซียมแต่บางกว่า คลุมผิวสนิมทั้งหมด มักพบในพระเนื้อสนิมแดง  

PIC13 :คราบแห้งๆ คล้ายแคลเซียมบางๆ เกาะกุมยึดผิวแน่น

PIC14 :คราบคล้ายแคลเซียมเป็นแผ่น

PIC15 :คราบไขเกาะยึดตามซอกพิมพ์องค์พระ

PIC16 :คราบไขเกาะปกคลุมผิวที่เป็นสนิมแดง

 

3.       ไขแผ่นหนาอันเป็นคราบแคลเซียมเกาะกุม  มีการซ้อนตัวของคราบ อันเกิดจากความชื้นในกรุมีสูง หรือน้ำท่วมถึงไขพวกนี่หนามากอาจเกิดการปริแยกได้  การปริแยกก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งซึ่งเกิดจากการดันตัวของเนื้อพระด้านในสู่ผิวด้านนอก เมื่อมีไขปกคลุมทำให้เกิดการดันจนผิวของไขนั้นปริแยกได้ หากพบการดันหรือซ้อนของไข ก็ฟันธง  แท้ได้ทันที

                                                                                                                  

                                 PIC17 :รูปพระร่วงหูม้วน  ความหนาของไข 

                                    

                                                PIC18 : ลูกศรสีแดง ชี้ให้เห็นไข แยกกับดินกรุอย่างชัดเจน ความหนา ความข้นของไข การซ้อนตัว ต้องจดจำ

                                    

                                                PIC24 :ไขหนาเกาะกุมผิว ตามลูกศรสีแดง 

                                   

                                    PIC19 :รูปพระเทริดใหญ่ทรงนั่ง ขนาดบูชา ขาวทั้งองค์ แสดงการปริแยกของไข

                                    

            PIC20   :  คราบแคลเซียมหนาแห้ง ปรกคลุมผิว

   

       PIC21 :คราบแคลเซียมหนา สีน้ำตาลคล้ายพระเนื้อดิน สังเกตการปริแยกตามผิวมีให้เห็น

4.       ไขเป็นตุ่ม  ผุดขึ้นเป็นเม็ดกลม ขนาดเล็ก-ใหญ่ไม่แน่นอน มีสีทั้งขาวขุ่น  หรือออกเหลือง เห็นไขแบบนี้ฟันธงแท้ได้ทันทีครับ  พระฝีมือยังทำไม่ได้ครับ 

                    

            PIC22 :ไขผุดขึ้นเป็นเม็ดคล้ายผิวคางคก เซียนรุ่นเก่ามักเรียกสนิมไขผิวคางคก
 

                        5.        เรายังพบว่าไข  เกิดได้ในลักษณะคลุมผิว  ตั้งแต่ขึ้นจากกรุ  ไขยังมักเกิดในบริเวณที่ เนื้อพระแตก  ประทุ  เหมือนแผลเป็นพระเนื้อชิน  จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นวัตถุที่มี                           ชีวิต  เราพบว่าคราบไข หรือสนิม มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา  เช่นพระที่มีแผลการแตกระเบิด เนื้อหรือผิวพระแหว่งหายไป  ธรรมชาติจะสร้างไขปกคลุมผิวที่เสียหายไป เพื่อ                             ปกป้องกันการกัดกร่อนของธรรมชาติความชื้นไว้  เสมือนสิ่งมีชีวิตก็ไม่ปาน  (เนื่องจากโลหะเก่าได้ที่  บ้างก็เนื้อกลับ )

 

PIC23 :ศรสีแดง แสดงการปะทุระเบิดของผิวจนเนื้อแหว่งหายไป  จากนั้นปรากฏไขตามแผลเป็นดังกล่าว พอตัวหนา

PIC24 :แสดงคราบไขเป็นดวงๆ เกาะกุมกัน หรือจะกระจายตัวก็ ให้จดจำไว้ให้แม่นๆ ครับ สิ่งเหล่านี้ปรากฏในพระแท้เท่านั้น 

                 

PIC25 :ธรรมชาติของพระเนื้อชิน เมื่อเกิดแผลระเบิด  มักมีไขเข้าไปแซมตามแผลที่ระเบิด ภาพนี้แสดงการผุดของไขขึ้นเป็นเม็ดรอบๆ ไขมีเส้นแสดงการงอกแบบค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา (สังเกตจากซอกรักแร้ซ้ายองค์พระชัดเจนครับ)

 

                  ขนาดขององค์พระ:  พระกรุแทบจะทุกกรุหากมีจำนวนขึ้นมามากพอ  เราจะพบว่า มักมีขนาดของแม่พิมพ์ที่ใช้ในการสร้างพระ  อย่างน้อย 3ขนาด  คือ ใหญ่  กลาง  เล็ก    ฉะนั้นขนาดขององค์พระก็คล้ายๆ กับการจำพิมพ์พระเช่นกัน บางคนให้ความสำคัญกับขนาดเป็นเรื่องแรก ไม่ดูอย่างอื่นประกอบ เซียนพระก็เลยใช้คำว่า ผิดพิมพ์เป็นที่มาประการละชะนี้   ฉะนั้นไม่มีหรอกครับ  พระเล็กไปเก๊   พระใหญ่ไปเก๊  ดูธรรมชาติผิวเนื้อ  เอาไว้ก่อน   เซียนพระที่เห็นพระกรุมามากๆ  เขาดูความเก่า  พุทธศิลป์  ธรรมชาติของกรุ  กันครับ  พิมพ์หนะ ไม่มีใครรู้หรอกว่า ช่างสมัยก่อนสร้างไว้กี่พิมพ์  ไม่มีใครเกิดท่านซักคนเดียว

                 พระเนื้อชินเงิน:  เกิดจากการผสมของธาตุโลหะที่ใช้ในการทำ ได้แก่  เงิน  / ดีบุก / ตะกั่ว / และอื่นๆ  โดยสัดส่วนของเงิน และดีบุก จะมากเป็นพิเศษ     

 

                 คำศัพท์ที่ต้องรู้ในพระเนื้อชินเงิน คือ 

  1. สนิมตีนกา(อันนี้เซียนสมัยก่อนบัญญัติไว้)หากพูดให้เข้าใจง่ายๆ   คือ ผิวเนื้อพระที่กลับดำ มีความด้าน และแห้งประกอบในปัจจัยนี้ด้วย เหมือนโลหะเงินขึ้นคราบดำๆ แม้จะยังไม่ใช่ธรรมชาติที่ฟันธงพระองค์นั้นแท้ไม่แท้ได้ 100%  ยังคงต้องมีองค์ประกอบอื่นเสริมในการดูเพิ่มเติมอีกด้วยด้วย  ฉะนั้น สนิมตีนกาดูแค่นี้ไม่พอครับ จัดเป็นปัจจัยหนึ่งในการดู ประกอบ สนิมตีนกายังเกิดในแผลพระที่เกิดการระเบิดไปแล้วก็ยังได้

                       

PIC27 :  ลูกศรสีแดง ชี้ให้เห็นสนิมตีกา ที่มีความดำอันเนื่องมากจากการจับต้อง หรือผ่านการบูชามาก่อน บางเรียกว่าเป็นออกไซด์ของเนื้อเงินที่ผสมอยู่

                       

PIC28 :  แสดงผิวสีดำบนผิวเนื้อขององค์พระ คล้ายพวกเนื้อพระนวะกลับดำ  แต่พระเนื้อนวะจะมีสีต่างจากพระเนื้อชิน พระเนื้อชินจะดำมัน ดำเทา

                   ภาพตัวอย่าง  สนิมตีนกา  บนพื้นผิวชั้นบนสุด  มักเกิดจากใช้สัมผัส อยู่บ่อยๆ  แล้วจากนั้นนำไปเก็บไว้ สนิมจะเริ่มก่อตัว เป็นผิวดำๆ  

                 

PIC29 : แสดงถึงสนิมตีนกาที่เกิดขึ้นกับผิวที่เกิดการปะทุของเนื้อไปแล้ว  ได้เช่นกัน 

 

2.สนิมขุม   อันหมายถึง การกัดกินลงผิวของพระเนื้อชินลงไปลึก โดยการกัดกินของความชื้นจากด้านนอกองค์พระ เข้าสู่เนื้อพระที่ละเล็กทีละน้อยจนเกิดเป็นแผลกร่อนลงไป ลึก 

                   

PIC30 :  ลูกศรสีแดง ได้ชี้ให้เห็นแผลเป็นวงๆ ขนาดเล็ก กันกินลงบนพื้นผิว กร่อนเข้าไปเป็นแอ่งลึก แต่จะลึกและไม่เป็นวงกว้างแบบ การระเบิดจากในสู่นอก

                  

                      PIC31 :  ชี้ให้เห็นการกัดกินตามขอบ ขององค์พระ ด้านหลังขององค์พระ ไว้อย่างชัดเจน

 

                       3.  สนิมผิว   อันหมายถึงลักษณะที่เกิดจากการกัดกร่อนของความชื้นกับเนื้อผิวโลหะ  ในระดับผิวชั้นบนสุดลงไปแบบแผ่วเบา หรือเบาบาง(ระดับแรกเริ่มของการกัดกร่อน)                                  สิ่งที่ปรากฏให้เห็น คือ จะเป็น ขุยๆละเอียดเหมือนผงเหล็กดำ  เป็นลักษณะของการเกิดสนิมก่อน  ที่จะพัฒนาไปสู่การเกิดสนิมขุม อันเกิดจากการกัดกร่อนที่ยาวนานขึ้น                                  ตลอดจนความชื้นที่สูงมากขึ้น  ฉะนั้นจึงอยากให้แยกออกจากกัน

                                              

                                                   PIC32 :  ลูกศรสีแดงและสีเหลือง  ชี้ให้เห็นทั้งสนิมผิว และ สนิมตีนการขึ้นผสมผสานกันอยู่

                                               

                                                       PIC34 :  ลูกศรสีแดง ชี้ให้เห็นถึงการเกิด "สนิมผิว" ที่เิริ่มกัดกินอย่างต่อเนื่อง จนไปสู่การเกิดสนิมขุมได้ในอนาคต

                                             / ลูกศรสีส้ม แสดงถึงคราบปรอทซีด บนพระเนื้อชินเงิน  

 

                      4. การผุดปะทุ  อันหมายถึง ระยะที่เนื้อในขององค์พระผุดสูงขึ้นเหนือชั้นผิวปกติ  ในลักษณะเป็นเม็ดกลม โดยมีสัณฐานเล็ก - ใหญ่ ไม่แน่นอน  เป็นการปะทุจะเกิดจากการดันตัวของสนิมที่ก่อตัวจากภายในเนื้อพระ  แต่ยังไม่ระเบิดออก  จึงมีลักษณะแค่คล้ายตุ่มฝีหรือภูเขาไฟที่รอการปริแตก หรือ รอการปะทุระเบิดออก เป็นวงกว้าง  หรือจะหมายสั้นๆ ว่าเป็นระยะก่อตัว ก่อนการระเบิด  เป็นธรรมชาติที่ง่ายที่สุดในการตัดสินใจว่าพระองค์นั้นแท้หรือไม่แท้ 

                        

PIC34 : การดันตัวขึ้นเป็นผดเม็ดกลมขนาดใหญ่ คล้ายฝี หรือ ภูเขาไฟที่กำลังจะระเบิด

                      

PIC35 :  ระยะก่อตัว ผุดยกตัวขึ้นเป็นเม็ดกลมๆ จากภายในเนื้อพระ ขนาดเล็ก - ใหญ่ไม่แน่่นอน

5.  การระเบิด  :  อันเกิดจากการปะทุของผิวพระอย่างรุนแรง  กินอาณาบริเวณกว้างและลึก  จนทำให้เนื้อพระเป็นหลุม แหว่งหายไป  การระเบิดมีทั้งแบบเป็นดวงกลม เป็นแผ่น เป็นเกล็ด เป็นหย่อมสันฐานไม่แน่นอน ก่อตัวเป็นกันเป็นผืดก็ีมี  และเรายังต้อง  สังเกตเพิ่มเติมในหลักบางอย่างเข้าไปประกอบด้วย   (เพราะของเก๊มันทำออกมาคล้ายๆ)  แต่ก็ไม่เหมือนอยู่ดี  หลักคือ

a.       แผลที่ระเบิดมักยกขอบขึ้น คล้ายนิน รอบๆรอยแผลที่ระเบิด อันเกิดจากการพัฒนาของข้อที่ 4 (ด้านบนที่กล่าวมา) อย่างต่อเนื่องและรุนแรง

       

                                                                          PIC36 :  แสดงการยกขอบของรอยแผลที่จะระเบิด

 

b. แผลที่ระเบิดออกไปแล้ว  ในบางกรณีที่มีการปะทุอย่างรุนแรง  ประกอบกับเนื้อของโลหะมีความแข็งและกรอบ  จะเกิดเหลี่ยมมุมในหลุม หรือในแผล ที่เกิดการปะทุระเบิดออก

 

                       

                PIC37 :  แสดงเหลี่ยมมุม ของแผลที่เกิดจากระเบิดออกไปแล้ว 

 

                       

                              PIC38 :  แสดงแผลการระเบิดเป็นดวงๆ  

                        

                                                   PIC39 :  ชี้ให้เห็นถึงร่องรอยการระเบิดแหว่งเป็นหลุมลึกลงไป อย่างชัดเจน 

                                                

                                                 PIC40 :  แสดงหลุม ของการระเบิด ในหลุมเกิดเหลี่ยมมุม มิติสูง-ต่ำ ไม่แน่นอน

                                                

                                        PIC41 : แสดงการระเบิดออกเป็นแ่ผ่น ชิ้น

                        6.  ผิวเกล็ดกระดี่   อันหมายถึงลักษณะคล้ายเม็ดทรายละเอียดหยาบ ปนกัน ที่อยู่บนพื้นผิวพระ เกาะตัวแบบหลวมๆ ไม่เรียบตึง ไม่แน่น (เพราะนี่คือพระหล่อ)/  หากสังเกต ดีๆจะพบว่า มี                                 ธาตุโลหะมากกว่า 1ชนิดผสมกันอยู่โลหะจะไม่กลมกลืนเสียทีเดียว โดยเฉพาะในพระเนื้อออกเทาขาว(ปรอทซีด)เราจะเห็นได้ชัดมาก  การส่องให้ส่องเหลือบกับแสงสว่างหรือแสงแดด                                 จะเห็นประกายออกมา ให้เราพลิกเอียงไปมา เล็กน้อยก็จะเห็นได้ทันทีอันนี้หากปรากฏ ดูเป็นได้เปรียบครับ  ฟันธงได้ทันที แท้ 100 %  หากพบเห็นธรรมชาติพระแบบนี้  และอยากจะบอกว่ามักพบในพระขึ้นกรุใหม่ๆ  พิมพ์ทรงสมบูรณ์ จะชัดเจนมาก

                                               

                                                    PIC42 :  แสดงผิวที่เรียกกันว่าสนิมเกล็ดกระดี่

                                             

                                      PIC 43 : แสดงสนิมเกล็ดกระดี่ ที่มักมาพร้อมกับคราบปรอทซีด 

 

 

ยังมีภาคต่อนะครับ ....  จบไม่ลง ....  สนิมแดง เอาไง ไว้มาต่อกันครับ 

 

บทความโดย กิจ-หาดใหญ่

วันที่ : 30 มกราคม 2556
ที่มาของบทความ : อลังการสยาม

 

 


 
ร้านค้าทั้งหมด

    - saint Coffee

    - อลังการสยาม

    - JimmiXzSq

    - Barnypok

    - Barnypok

    - ธนกร พระเครื่อง

 
Administrator
อลังการ.คอม เว็บ พระเครื่อง พระบูชา
Copyright rlangkhan.com All right reserved. © สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมายโดย อลังการ ดอทคอม.
Design by IT Citizens Co., Ltd.